คริสเตียโน โรนัลโด นักกีฬาที่รวยที่สุดในโลก

                หากให้หลับตานึกชื่อของนักฟุตบอลในยุคนี้ที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักของแฟนบอลทั่วโลก คงจะเป็นใครไปไม่ได้ นอกจาก คริสเตียโน โรนัลโด นักเตะแข้งทอง ที่มีฝีเท้าโดดเด่นไม่เป็นสองรองใคร จนสามารถทำรายได้ขึ้นชื่อว่าเป็นนักกีฬาที่รวยที่สุดในโลกขณะนี้ วันนี้เราจะพาคุณไปรู้จักกับชีวิต เส้นทางการเป็นนักฟุตบอลที่ทำให้โรนัลโดประสบความสำเร็จกันได้อย่างทุกวันนี้มาฝากกัน

เส้นทางการเป็นนักฟุตบอลอาชีพ

                คริสเตียโน โรนัลโด หนุ่มหล่อจากโปรตุเกส ในวัย 33 ปี ในขณะนี้ เขาได้เริ่มเล่นฟุตบอลมาตั้งแต่เด็ก และได้ร่วมเล่นฟุตบอลในนามทีมเยาวชนครั้งแรกตั้งแต่อายุได้แค่ 8 ขวบในปี 1995 จนต่อมาได้เริ่มเล่นฟุตบอลอาชีพเป็นครั้งแรกในตำแหน่งกองหน้าของทีมสปอร์ติงลิสบอน จนเข้าตาเซอร์ อเล็ก เฟอร์กุสัน โค้ชทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดในขณะนั้น และได้ซื้อตัวเขามาเป็นศูนย์หน้าของทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และต่อมาเขาได้ถูกทีมเรอัลมาดริด ทีมต้นสังกัดของเขาในขณะนี้ ที่เจรราซื้อตัวมาร่วมทีม โรนัลโดได้สร้างผลงานให้กับทีมต้นสังกัด รวมถึงทีมชาติโปรตุเกสไว้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นการนำทีมชาติโปรตุเกสเข้าไปได้ถึงรอบชิงชนะเลิศของฟุตบอลยูโร 2004 และพาทีมเข้าไปในรอบรองชนะเลิศฟุตบอลยูโรในปี 2008 และด้วยความสามารถของเขา

ทำให้เขาได้รับรางวัลต่าง ๆ ในวงการฟุตบอลมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ตำแหน่งผู้เล่นยอดเยี่ยมของสโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดในฤดูกาลปี 2003/2004 และรางวัลนักเตะดาวรุ่งยอดเยี่ยมในปีเดียวกัน และเมื่อเขาได้ย้ายมาเล่นเป็นกองหน้าของทีมเรอัลมาดริด เขาก็สามารถโชว์ฟอร์มได้ดีอย่างต่อเนื่อง ด้วยการนำทีมความแชมป์ลาลักา สเปนไปได้ฤดูกาลปี 2011-2012 ซึ่งถือเป็นการคว้าแชมป์ได้เป็นครั้งที่ 32 ของสโมสร รวมถึงเขายังได้รับรางวัลดาว ซัลโว ยอดเยี่ยมจากการแข่งขันฟุตบอลอีกหลายนัด

นักกีฬาที่มีรายได้มากที่สุดในโลก

                คริสเตียโน โรนัลโด ได้สร้างสถิติเป็นผู้เล่นที่มีค่าตัวแพงมากที่สุดในโลก เมื่อทีมเรอัด มาดริด ตัดสินใจซื้อตัวเขามาจากทีมแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดด้วยค่าตัว 80 ล้านปอนด์ และได้รับค่าจ้างเป็นเงิน 12 ล้านปอนด์ต่อปีสำหรับการลงเล่นในตำแหน่งกองหน้าของทีม ซึ่งนอกจากรายได้จากการเป็นนักฟุตบอลแล้ว ด้วยรูปโฉมที่หล่อเหลา และรูปร่างของนักกีฬาที่สวยงาม เขายังมีรายได้จากการเป็นนายแบบแฟชั่น โฆษณาและการเซ็นต์สัญญากับสินค้าแบรนด์ดังระดับโลกมากมายจนทำให้เขาสามารถครองแชมป์เป็นนักกีฬาที่รวยที่สุดระดับโลกได้ถึง 2 ปีซ้อนในปี 2016 และ 2017

อย่างไรก็ตามแฟนบอลก็ต้องติดตามต่อไปว่าเขาจะสามารถโชว์ฟอร์มได้ดีอย่างต่อเนื่อง และสามารถรักษาอันดับของนักกีฬาที่รวยที่สุดในโลกของปี 2018 นี้ไว้ได้หรือไม่       

 

4 ลีกบอลดังจากฝั่งยุโรปที่คอบอลทุกคนต้องรู้จัก

                หากคุณเป็นคนที่ชื่นชอบการชมฟุตบอล เชื่อว่าหลายคนคงจะคุ้นเคยกับการแข่งขันลีกดังในฝั่งทวีปยุโรปมาไม่มากก็น้อย วันนี้เราจึงได้นำข้อมูลและเกร็ดความรู้เล็ก ๆ น้อย ๆ ของ 4 ลีกดังจากยุโรปมาฝากคุณกัน

  1. พรีเมียร์ลีก อังกฤษ เป็นการแข่งขันฟุตบอลลีกในระดับสูงสุดของประเทศอังกฤษ ซึ่งทั้งแฟนบอลทั่วโลกและแฟนบอลชาวไทยให้ความสนใจเป็นอย่างมาก ลีกนี้ถือเป็นลีกที่มีความเก่าแก่และจัดแข่งขันมาอย่างยาวนานตั้งแต่ปี 1988 ซึ่งปัจจุบันมีทีมจากเมืองต่าง ๆ ของประเทศอังกฤษเข้าร่วมแข่งขันในลีกนี้ด้วยกันทั้งสิ้น 20 ทีม สำหรับทีมดังที่เคยคว้าแชมป์ในลีกนี้ไปได้มีทั้งหมด 6 ทีมด้วยกัน ได้แก่ แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด แชมป์ 14 สมัย, เชลซี แชมป์ 5 สมัย, อาร์เซนอล แชมป์ 3 สมัย, แบล็กเบิร์นโรเวอส์และเลสเตอร์ซิตี เคยคว้าแชมป์ไปได้ทีมละ 1 สมัย
  2. กัลโช เซเรียอา อิตาลี เป็นลีกการแข่งขันฟุตบอลระดับสูงสุดของประเทศอิตาลี ที่เริ่มมีการจัดแข่งขันกันมาตั้งแต่ปี 1898 ที่แต่เดิมใช่ชื่อว่าการแข่งขันว่าอิตาเลียนฟุตบอลแชมเปียนชิป จนมาถึงปี 1929 จึงได้เปลี่ยนมาเป็นชื่อกัลโชซีเรียอา จนถึงปัจจุบัน สำหรับทีมที่เคยคว้าแชมป์จากลีกนี้ได้แก่ ทีมยูเวนตุส ถือเป็นทีมที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในลีกอิตาลีเนื่องจากสามารถคว้าแชมป์ไปได้ถึง 32 สมัย รองลงมาก็คือสโมสรเอซีมิลานและอินเตอร์มิลานที่สามารถคว้าแชมป์ไปได้ทั้งสิ้น 18 สมัย
  3. ลาลีกา สเปน เป็นลีกฟุตบอลอาชีพสูงสุดของประเทศสเปน และเป็นลีกที่ได้รับความสนใจไม่แพ้กับพรีเมียร์ลีกและกัลโชเซเรียอา อิตาลี สำหรับทีมที่ทำผลงานได้ยอดเยี่ยมและมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักของแฟนบอลทั่วโลก ก็คือราชันชุดขาว เรียลมาดริด ที่เคยคว้าแชมป์ลาลีกาไปได้ถึง 33 ครั้ง
  4. บุนเดสลีกา เยอรมัน เป็นการแข่งขันฟุตบอลลีกสูงสุดของประเทศเยอรมันที่เริ่มต้นแข่งมาตั้งแต่ปี 1963 เรียกได้ว่าลีกนี้เริ่มต้นมาตั้งแต่สมัยยุคสงครามเลยทีเดียว สำหรับทีมที่สามารถคว้าแชมป์ในลีกนี้ไปได้มากที่สุดก็คือทีมบาเยิร์น มิวนิกที่สามารถคว้าแชมป์ไปได้ถึง 25 ครั้ง รองลงมาคือทีมโบรุสเซีย ดอร์ทมุนต์ ที่สามารถคว้าแชมป์ไปได้ 5 ครั้ง

                คอบอลสามารถเลือกชมการแข่งขันฟุตบอลในลีกที่ชอบ และเลือกเชียร์ทีมที่ตัวเองรักกันได้ตามสบาย และหากคุณเป็นคนที่ชอบชมฟุตบอล รวมไปถึงต้องการทราบข่าวสารและเรื่องราวต่าง ๆ ในวงการฟุตบอล ข่าวคราวการย้ายทีมของผู้เล่น โค้ช รวมไปถึงการวิเคราะห์เกมในแมตช์สำคัญต่าง ๆ sportmaster888 เป็นเว็บไซต์ที่จะได้รวบรวมเรื่องราวต่าง ๆ ในวงการฟุตบอลมาให้คุณได้ทราบกันก่อนใคร
   

 

ฟุตบอลโลก 2018 ฟุตบอลโลก ที่ไม่มีทีมชาติอิตาลี  

                เป็นที่น่าตกอกตกใจ เสียใจ และผิดหวังไปตาม ๆ กันของแฟนบอลหลายคน เมื่อทีมดังอย่างอิตาลีพลาดท่าตกรอบ ไม่ได้ไปแข่งฟุตบอลโลกนัดสุดท้ายที่รัสเซียซะงั้น เพราะดันไปพลาดท่าเสียทีสวีเดนในรอบเพลย์ออฟ นัดที่สอง โซนยุโรป ซึ่งการแข่งขันในครั้งนั้นเรียกได้ว่าเป็นการแพ้คาบ้าน ที่ยากจะยอมรับได้ เนื่องจากอิตาลีเปิดบ้านที่สนามซานชิโร่ เมืองมิลาน ต้อนรับการมาของสวีเดน ซึ่งในนัดแรก สวีเดนก็คว้าชัยชนะไปได้ก่อน 1-0 ทำให้อิตาลีไม่มีทางเลือก จำเป็นต้องเอาชนะให้ได้อย่างเดียวเท่านั้น แต่ก็ไม่เป็นไปตามคาดเพราะไม่สามารถเอาชนะได้ ทำได้แค่ผลเสมอ 0 – 0 ส่งผลให้ต้องตกรอบแรก ซึ่งประวัติศาสตร์ในครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 60 ปี ตั้งแต่มีการแข่งขันฟุตบอลโลกมา ที่อิตาลีไม่สามารถผ่านเข้ารอบไปยังการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายได้ ทำให้เป็นที่เสียอกเสียใจ และช็อกแฟนบอลอิตาลีทั้งโลกไปตาม ๆ กัน นั่นต้องรอโอกาสแก้ตัวอีก 4 ปีเลยทีเดียว

อดีตแชมป์โลก 4 สมัย กับฟอร์มที่ไม่เข้าเป้า

                มาดูผลงานก่อนหน้านี้ของทีมชาติอิตาลีกันนิดนึง ทีมชาติอิตาลีเรียกได้ว่าเป็นทีมดังขวัญใจแฟน ๆ ในวงการฟุตบอลมาอย่างยาวนาน ถึงแม้ว่าจะโชว์ฟอร์มแบบดีบ้าง ไม่ดีบ้าง ลุ่ม ๆ ดอน ๆ เรียกว่าดีแต่ไม่คงเส้นคงวามาโดยตลอดก็ตาม แต่ก็ยังมีแฟนบอลที่รักทีมนี้อย่างเหนียวแน่นมากมายอยู่ทั่วโลก

ทีมชาติอิตาลี เป็นทีมที่มีชื่อเสียงและผลงานเป็นที่ยอมรับของแฟนบอลทั่วโลก เนื่องจากสามารถคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกไปได้ถึง 4 สมัย ในปี 1934 1938 1982 และในปี 2006 อีกทั้งยังสามารถคว้าแชมป์ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปไปได้ 1 ครั้ง และได้เหรียญทองกีฬาโอลิมปิก 1 ครั้งในปี 1936 รวมถึงยังมีนักฟุตบอลที่มีชื่อเสียง เป็นที่รู้จักของแฟนบอลทั่วโลก ได้แก่ โรแบร์โต บัจโจ กองหน้าตัวหลักของทีมที่ทุกคนรู้จักดี เพราะเค้าพลาดในการยิงลูกโทษลูกสำคัญในนัดที่แข่งกับบราซิล ทำให้บราซิลคว้าแชมป์โลกไปได้ในปี 1994 อย่างน่าเสียดาย

                 ไม่เพียงแต่ทีมชาติยักษ์ใหญ่อย่างอิตาลีเท่านั้น ที่พลาดการเข้าไปเตะฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายที่ประเทศรัสเซีย แต่ยังมีทีมชาติดังในใจแฟน ๆ อีกหลายทีมที่ชวดฟุตบอลโลก 2018 ครั้งนี้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น เนเธอร์แลนด์ อดีตรองแชมป์โลก 3 สมัย ตุรกี เช็ก สหรัฐอเมริกา เจ้าประจำฟุตบอลโลก ที่ครั้งนี้ก็พลาดท่าเสียทีไม่ได้เข้ารอบสุดท้ายเช่นกัน แคเมอรูน กานา สองทีมดังจากทวีปแอฟริกา อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ทีมดังหลายทีมจะชวด แต่ก็ยังมีทีมที่น่าสนใจ ขวัญใจแฟน ๆ เข้าไปดวลฝีเท้ากันอีกมากมาย เพราะฉะนั้นใครที่เป็นคอบอล แน่นอนว่าห้ามพลาดการแข่งขันฟุตบอลระดับโลกครั้งนี้โดยเด็ดขาด

 

ฟุตบอลโลก 2018 แมตช์การแข่งขันฟุตบอลระดับโลกที่คอบอลห้ามพลาด

รัสเซีย เจ้าภาพฟุตบอลโลก 2018

                ใกล้เข้ามาแล้วสำหรับฟุตบอลโลก 2018 การแข่งขันฟุตบอลระดับโลกที่จัดขึ้น 4 ปีครั้ง ที่หลาย ๆ คนรอคอย โดยครั้งนี้ประเทศที่เป็นเจ้าภาพในการแข่งขันก็คือ ประเทศรัสเซีย ซึ่งครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่ประเทศรัสเซียและประเทศในยุโรปตะวันออก ได้รับการคัดเลือกเป็นเจ้าภาพ โดยสามารถเอาชนะประเทศโปรตุเกส/สเปน, เบลเยี่ยม/เนเธอแลนด์ และประเทศอังกฤษ ที่เสนอตัวเป็นเจ้าภาพไปด้วยคะแนนเสียง 13 เสียง

ในครั้งนี้สนามทั้งหมดที่จะใช้แข่งขันฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายมีด้วยกันทั้งสิ้น 12 แห่ง ได้แก่ สนามกีฬาลุจนีกี และ สนามออตครืยตีเย – อะเรนา เมืองมอสโก, สนามกีฬาเครสตอฟสกีหรือสนามกีฬาเซนต์ปีเตอร์ส์เบิร์ก เมืองเซนต์ปีเตอร์ส์เบิร์ก, สนามกีฬาคาลีนินกราด เมืองคาลีนินกราด ซึ่งเป็นสนามที่สร้างขึ้นใหม่เพื่อการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งนี้โดยเฉพาะ, สนามคาซานอะเรนา เมืองคาซาน, สนามนิจนีนอฟโกรอด เมืองนิจนีนอฟโกรอด (สนามใหม่), สนามคอสมอสอะเรนา เมืองซามารา (สนามใหม่), สนามวอลโรกราดอะเรนา (เมืองวอลโกกราด), สนามมอร์โดวียาอะเรนา เมืองซารันสค์ (สนามใหม่), สนามรอสตอฟอะเรนา (เมืองรอสตอฟ – นา – โดนู), สนามกีฬาโอลิมปิกฟิชต์ (สนามกีฬาฟิชต์), และสนามกีฬากลางเนคาเตรินบุกร์อะเรนา เมืองเนคาเตรินบุกร์ โดยสนามที่มีความจุของผู้ชมมากที่สุดเพื่อรองรับการแข่งขันในครั้งนี้ก็คือสนามลุจนีกี กรุงมอสโกที่สามารถจุผู้ชมได้สูงถึง 89,318 ที่นั่ง

การแบ่งกลุ่มและตารางการแข่งขันรอบแรก

                การแข่งขันในรอบแรก ซึ่งก็คือรอบแบ่งกลุ่ม แบ่งออกเป็นทั้งหมด 8 กลุ่ม ซึ่งจะเริ่มแข่งขันนัดแรกในวันที่ 14 มิถุนายน 2018 ซึ่งทีมที่ชนะเป็นอันดับ 1 และอันดับ 2 ในกลุ่ม จะเข้าไปสู่รอบแพ้คัดออก ซึ่งแต่ละกลุ่มจะประกอบด้วย 4 ทีม ดังต่อไปนี้

กลุ่มเอ รัสเซีย อุรุกวัย อียิปต์ ซาอุดิอาระเบีย

กลุ่มบี โปรตุเกส โมร็อกโก สเปน อิหร่าน

กลุ่มซี ฝรั่งเศส เดนมาร์ก ออสเตรเลีย เปรู

กลุ่มดี อาร์เจนตินา ไนจีเรียโครเอเชีย ไอซ์แลนด์

กลุ่มอี บราซิล เซอร์เบีย คอสตาริกา สวิตเซอร์แลนด์

กลุ่มเอฟ เยอรมณี เกาหลีใต้ สวีเดน เม็กซิโก

แฟนบอลชาวไทยคนไหนที่อยากไปสัมผัส ชมการแข่งขันฟุตบอลโลกสด ๆ ของจริงกันแบบติดขอบสนามก็ไม่ยาก เพราะคนไทยสามารถเดินทางเข้าประเทศรัสเซียได้ โดยใช้แค่เพียงพาสปอร์ตเท่านั้น เพราะฉะนั้นคนที่อยากไปดูของจริง รีบวางแผนจองตั๋วเครื่องบิน ที่พัก และหาตั๋วเข้าชมทีมที่ตัวเองชื่นชอบกันได้เลย ส่วนใครที่ไม่สะดวก ก็รอชมการถ่ายทอดสดกันได้ทางหน้าจอของท่าน เราจะนำข่าวคราวเกี่ยวกับฟุตบอลโลก 2018 ครั้งนี้มาอัพเดทให้คุณได้ทราบกันก่อนใคร ทั้งตารางการแข่งขัน การวิเคราะห์เกม ตัวผู้เล่น และการรายงานผลสกอร์กันแบบสด ๆ