โค้งสุดท้าย… โตโยต้าไทยพรีเมียร์ลีก

หลังจากจบทัวร์นาเมนท์ฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก โซนเอเชีย รอบ 12 ทีมสุดท้าย ซึ่งบทสรุปก็อาจจะเป็นไปตามที่หลายคนคาดการณ์ ทีมชาติไทยของเราก็ยังไม่สามารถผ่านเข้าไปเล่นฟุตบอลโลก รอบสุดท้ายได้เช่นทุกครั้ง และยังไม่สามารถคว้าชัยชนะได้เช่นกัน แต่ใช่ว่าเราจะไม่ได้อะไรเลยจากการแข่งขันครั้งนี้เมื่อดูจากผลการแข่งขันในแต่ละนัดนับตั้งแต่กุนซือป้ายแดง มิโลวาน ราเยวัช เข้ามารับตำแหน่ง ทีมชาติไทยสามารถเสมอ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดนอิรักเฉือนชนะ และนัดสุดท้ายที่เปิดบ้านแพ้อย่างหวุดหวิดต่อออสเตรเลีย ซึ่งถ้าหากเจาะสถิติในแต่ละเกมที่กล่าวมา ทีมชาติไทยสามารถต่อกรกับทีมยักษใหญ่ได้อย่างสนุก และอาจจะก้าวข้ามมาตรฐานของอาเซียนมาไกลมากแล้ว

ถึงแม้เราจะยังคงไม่ได้ไปบอลโลก แต่ก็เป็นสัญญาณที่ดีในการที่จะต่อยอดในครั้งต่อไป และเมื่อจบการแข่งขันระดับชาติ ฟุตบอลในประเทศอย่างโตโยต้าไทยพรีเมียร์ลีกก็กลับมาเริ่มทำการแข่งขันกันต่อ โดยโปรแกรมการแข่งขันที่เหลืออยู่ 9 นัด ก็พอที่จะคาดการณ์อะไรได้บ้างหลักจากผ่านนัดที่26 ทีมจ่าฝูงยังคงเป็น บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ที่สามารถเอาชนะเชียงราย ยูไนเต็ดทำให้มีเพิ่มเป็น 62 แต้ม นำเมืองทองที่ เอาชนะ ราชบุรี มิตรผล เอฟซี อยู่ 6 แต้ม และอันดับสามเป็น แบงค็อก ยูไนเต็ด ที่พลาดท่าแพ้ต่อพัทยา ยูไนเต็ด ทำให้ยังคงมี 53 แต้ม และอันดับสี่ เป็นเชียงราย ยูไนเต็ด เมื่อดูจากตารางการแข่งขันที่เหลือ ก็อาจจะกล่าวได้ว่า ทีมจอมทุ่มในฤดูกาลนี้อย่างเชียงรายน่าจะหมดลุ้นในถ้วยใบใหญ่ที่สุดของประเทศ แต่ฟุตบอลอะไรก็เกิดขึ้นได้กับอีก 8 นัดที่เหลือ ซึ่งทั้งหมดคือสถานการณ์ของทีมลุ้นแชมป์ และถ้าเรามองลงมาด้านล่างสุดของตารางคะแนน สำหรับคนที่ติดตามฟุตบอลไทยมาอย่างยาวนานก็อาจจะรู้สึกใจหายเหมือนผม หลังจากสิ้นเสียงนกหวีดของผู้ตัดสินที่สนามศรีนครลำดวน ผลการแข่งขันจบลงด้วยชัยชนะของศรีสะเกษเจ้าบ้าน 3-1 ส่งผลให้ฤดูกาลหน้าจะเป็นครั้งแรกในรอบ 20 ปีที่เราจะไม่ได้เห็นสโมสรระดับตำนานอย่าง โอสถสภา เอ็ม-150 ลงทำการแข่งขันบนลีกสูงสุดของประเทศ หลังจากทำผลงานได้ย่ำแย่จนกลายเป็นสถิติโลก (แพ้ติดต่อกันนานที่สุด) แม้ว่าจะเหลือการแข่งขันอีก 8 นัด โดยทีมที่ยังอยู่ในโซนอันตรายก็ยังมีอีกหลายที่ยังต้องลุ้นตั้งแต่ อันดับ8 ถึงอันดับ 17 ทุกทีมมีสิทธิ์ที่จะตกชั้น เมื่อคำนวณจากคะแนนและการแข่งขันที่เหลือ สุดท้ายนี้ผมเชื่อเหลือเกินว่าสำหรับคอบอลไทยไม่ควรจะพลาดแม้แต่นัดเดียวทั้งกลุ่มที่ลุ้นแชมป์และกลุ่มลุ้นรอดตกชั้นซึ่งอาจจะเป็นไปได้ว่านัดสุดท้ายในวันเสาร์ที่ 18 พฤศจิกายน เราอาจจะต้องลุ้นผลการแข่งขันทุกคู่ตั้งแต่นาทีที่1จนถึงทดเวลาบาดเจ็บอย่างใจจดใจ่อเพราะอะไรก็เกิดขึ้นได้ในโลกของ “ฟุตบอล”

Advertisements