จับตาสถานการณ์ 6 นัดแรก พรีเมียร์ลีกอังกฤษ

ผ่านพ้นไปแล้วสำหรับนัดที่ 6 ของพรีเมียร์ลีก ซึ่งเราน่าจะพอทำนายอะไรได้บ้างแล้วจากฟอร์มของแต่ละทีม 6 นัดที่ผ่านมา มาเริ่มที่กลุ่มหัวตาราง เป็นที่น่าสนใจเมื่อ 2 ทีมจากทีมเมืองแมนเชสเตอร์นัดกันทำผลงานได้อย่างดี โดยเฉพาะแมนฯ ซิตี้ ที่แม้ว่าจะพลาดเสมอในนัดแรกให้กับเอฟเวอร์ตัน แต่อีก 5 นัดต่อมา ลูกทีมของเป๊ป กวาดิโอล่าร์ ไล่ถล่มคู่แข่งเป็นกอบเป็นกำ โดย 5 นัดหลังสุด พวกเขายิงคู่แข่งถึง 20 ประตูและ เรียกได้ว่าถ้าวัดกันในชั่วโมงนี้ 3 กองหน้าของแมนฯ ซิตี้นั้น ใครลงก็ได้ เพราะในจำนวน 20 ประตูใน 5 นัด หลังสุดของซิตี้ มาจาก เซอร์คิโอ กุน อเกวโร ราฮีม สเตอร์ริ่ง และ กาเบรียล เฆซุส ถึง 15 ประตู เรียกได้ว่า นัดกันท๊อปฟอร์มเลยทีเดียว ส่วนอีกฝั่งอย่างแมนฯ ยู นั้นก็ไม่น้อยหน้า ถึงแม้จะไม่ได้ยิงมากเท่ากับแมนฯ ซิตี้ แต่ก็ยังเอาชนะคู่แข่งได้ถึง 5 นัด และยังไม่แพ้เลยเช่นกัน ตามมาติดๆกับอันดับ 3 อย่างเชลซี ที่แม้จะสะดุด แพ้ไป 1 นัด แต่ก็ยังอยู่บนหัวตาราง ซึ่งเรื่องนี้อาจจะต้องยกความดีความชอบให้กับกองหน้าป้ายแดงอย่าง อัลวาโร โมราต้า เพราะ 12 ประตูที่เชลซีทำได้ในตอนนี้นั้น มาจากโมราต้า ถึง 6 ลูก เรียกได้ว่าซื้อมาแล้วสามารถใช้งานได้ทันที

จากทีมหัวตารางเราก็ลงไปดูทีมที่จะต้องหนีตกชั้นบ้าง ซึ่งแน่นอนว่าส่วนใหญ่ก็จะคาดการณ์ว่าเป็นทีมที่พึ่งเลื่อนชั้นขึ้นมาในฤดูกาลนี้ แต่กลับกัน น้องใหม่ทั้งสามอย่าง นิวคาสเซิล ไบรท์ตัน และ ฮัดเดิลฟิลด์ ทาวน์ กลับทำผลานได้ดีเกินคาด ส่งผลให้ เวสต์แฮม บอร์นมัธ และ คริสตัล พาเลซ ต้องตกไปอยู่สาม อันดับท้ายของตาราง โดยเฉพาะในรายของพาเลซนั้น ถือว่าอาการหนักพอตัว เพราะผ่านมาแล้ว 6 นัด ลูกทีมของ รอย ฮอดจ์สันยังไม่มีแม้แต่แต้มเดียว แล้วยิ่งไปกว่านั้นพวกเขาเสียไปถึง 13 ประตู และไม่สามารถยิงคู่แข่งได้แม้แต่ประตูเดียว ถือว่าอาการหนักพอควรสำหรับขุนพล ปราสาท เรือนแก้ว แต่เราก็ยังไม่สามารถวัดอะไรได้หลังจากผ่านไปแค่ 6 นัด เพราะแต่ละทีมยังถือว่าอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ ต้องมารอดูว่าเมื่อแต่ละทีมมีโปรแกรมการแข่งขันที่ถี่ขึ้น เวลาพักของนักเตะที่น้อยลง ผู้จัดการทีมในแต่ละทีมจะบริหารจัดการทีมกันอย่างไร และไม่แน่ว่าน้องใหม่ที่พึ่งเลื่อนชั้นขึ้นมาอาจจะไม่สามารถรับมือกับการแข่งขันที่สูง และโปรแกรมการแข่งขันที่แน่น หรือทีมใหญ่ที่นำเป็นจ่าฝูงอยู่ เมื่อมีโปรแกรมการแข่งขันของฟุตบอลถ้วยเข้ามาอาจทำให้ฟอร์มของทีมไม่เหมือนเดิมก็เป็นได้ เพราะทุกอย่างเกิดขึ้นได้ในโลกของฟุตบอล

Advertisements

บาสเกตบอล… กีฬายอดฮิตของผู้คนทั่วโลก

เมื่อพูดถึงกีฬาที่มีการแข่งกันทำคะแนนได้สูงๆ คงไม่พ้นที่จะต้องนึกกีฬาบาสเกตบอล ซึ่งกีฬาบาสเกตบอลนี้ เป็นการแบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย ฝั่งละ 5 คนในสนาม มีผู้เล่นสำรองได้ถึง 7 คน แข่งกันทำคะแนนให้ได้มากกว่าอีกฝ่าย ถึงจะเป็นฝ่ายชนะ โดยการ โยน หรือเรียกว่าชู้ต ให้เข้าห่วงนั่นเอง

จุดมุ่งหมายของการเล่นกีฬาบาสเกตบอล คือทำคะแนนให้ได้มากกว่าอีกฝ่าย โดยการชู้ตลูกให้เข้าห่วงจากด้านบน โดยจะมีฝ่ายหนึ่งบุก อีกฝ่ายหนึ่งรับ ฝ่ายรุกจะต้องชู้ตให้เข้าห่วงจากด้านบนถึงจะได้คะแนน โดยมีฝ่ายรับที่จะคอยป้องกัน เพื่อไม่ให้ฝ่ายรุก ได้คะแนนมากกว่าทีมของตัวเอง โดยการชู้ตในระยะปกติ จะได้2คะแนน และจะมีเส้นรอบห่วงอยู่ไกลออกไประยะ 6.75 เมตร จะได้3คะแนน และการชู้ตลูกโทษจากจุดโทษ เมื่อมีการทำผิดกติกาจากการป้องกันการทำชู้ตของฝ่ายรับ หรือเรียกว่าฟาวล์ จะได้1คะแนน

เกมจะถูกแบ่งออกเป็น 4 ควอเตอร์ ในแบบสากลจะแบ่งควอเตอร์ละ 10 นาที หรือ 12 นาทีของลีคNBA จบ1ควอเตอร์ พัก 2 นาที ช่วงพักครึ่ง หรือหลังจบควอเตอร์ที่2จะพัก 15นาที ทีมจะสลับฝั่งกันชู้ต เมื่อจบ1ควอเตอร์ เวลาจะเดินตลอดทุกครั้งที่เล่น และหยุดเดินเมื่อเกมหยุด เช่น การฟาวล์ หรือยิงจุดโทษ เป็นต้น

ผู้เล่นในทีม5คน มักจะถูกกำหนดตำแหน่งให้เล่นตามหน้าที่ รุก และรับของตนเอง โดยมี 1Center 2 forward 2 guard โดยส่วนใหญ่ center มักจะเล่นวงใน ทั้งรุก และรับ และมักจะเป็นผู้เล่นที่มีร่างสูงใหญ่ forward มักเล่นทั้งใน กลาง นอก มีรูปร่างสูง ใหญ่ มีความคล่องตัว guard เล่นนอกและกลาง ส่วนใหญ่จะเป็นผู้เล่นตัวเล็ก และมีความคล่องตัวสูง อย่างไรก็ตามแต่ ตำแหน่งในสนามอาจถูกปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์รูปแบบของเกม บางครั้งอาจจะเล่น Center 1 forward1 guard3 ขึ้นอยู่กับแผนการเล่นของแต่ละทีม

ภายในการแข่งจะมีข้อห้ามต่างๆ อยู่ด้วยกันลูกบาสเกตบอล สามารถเคลื่อนที่ได้ โดยการเลี้ยงลูก(โดยให้ลูกเด้งกับพื้น) การส่งลูกต่อผู้เล่นกันเองในทีม ลูกจะต้องอยู่ในสนาม ทีมสุดท้ายที่แตะสัมผัสลูกก่อนจะสูญเสียการคลองบอล ห้ามเลี้ยงลูกแล้วจับลูกแล้วเลี้ยงลูกต่อ เวลาเลี้ยงมือของผู้เล่นต้องอยู่ด้านบนของลูก มิฉะนั้นจะถือว่า ถือลูก เมื่อผู้เล่นฝ่ายรุก ส่งลูกไปยังอีกฝั่งแล้ว ห้ามส่งลูกกลับมาฝั่งตัวเองอีก จะเสียการคลองบอล และอีกฝ่ายจะได้ลูกไปเล่นแทน ผู้เล่นจะต้องนำลูกข้ามฝั่งให้ทันภายใน 8 วินาที และต้องชู้ตให้ได้ในเวลา 24 วิทนาที

อย่างไรก็ตาม กีฬาบาสเกตบอลถือเป็นกีฬาที่มีการประทะกันบ่อยเรื่องการฟาวล์จึงมีหลายรูปแบบ เพื่อเป็นการป้องกันความรุนแรงระหว่างผู้เล่นกันเอง น้ำใจนักกีฬาก็สำคัญเช่นกัน เล่นกันเพื่อสนุกทั้ง2ฝ่าย และจะได้ไม่มีปัญหาในภายหลัง

ดาวซัลโวพรีเมียร์ลีก 6 นัดแรก

ต้องบอกก่อนเลยว่าบทความนี้เป็นบทความที่ออกตามหลัง “จับตาสถานการณ์  6 นัดแรก พรีเมียร์ลีกอังกฤษ” ทำให้เนื้อหาบางตอนอาจจะกล่าวคล้ายๆกับตอนที่แล้ว แต่ในบทความนี้ เราจะกล่าวถึงอันดับดาวซัลโวของพรีเมียร์ลีก อังกฤษหลังจากผ่านพ้นการแข่งขันไปแล้ว 6 นัด มาเริ่มกันที่อันดับแรก คงไม่ใช่ใครที่ไหนนอกเสียจาก กองหน้าหมายเลขหนึ่งของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในขณะนี้อย่าง เซอร์คิโอ กุน อเกวโร ที่ต้องบอกเลยว่าชั่วโมงนี้ถือว่าท๊อปฟอร์มจริงๆ อันดับถัดมาก็ยังเป็นนักเตะที่มาจากทีมลุ้นแชมป์เช่นกัน นั่นคือ อัลวาโร โมราต้า กองหน้าทีมชาติสเปน ที่แม้ว่าจะพึ่งย้ายมาเล่นในพรีเมียร์ลีก ฤดูกาลแรก แต่ก็ไม่ต้องใช้เวลาปรับตัวอะไรมากมาย เพราะโมราต้าสามารถทำประตูได้ตั้งแต่นัดแรกที่ลงสนาม

เช่นเดียวกันกับนักเตะใหม่แต่หน้าเก่าอย่าง โรเมลู ลูกากู กองหน้าของแมนฯ ยูไนเต็ด ที่ไม่ต้องใช้เวลาในการปรับเข้ากับระบบการเล่นของทีมใหม่เลย โดยทั้งสามนั้น ทำได้คนละ 6 ประตู จาก 6 นัดที่ลงเล่น ส่วนอันดับ 4 และ อันดับ 5 นั้นก็ต่างตามมาอย่างติดๆ เพราะทั้ง เจย์มี วาร์ดี และ ราฮีม สเตอร์ลิ่ง ก็ต่างทำได้ คนละ 5 ประตู ซึ่งถือว่าอันดับดาวซัลโวในปีนี้นั้นค่อนข้างมีการแข่งขันกันอย่างเข้มข้นเพราะนอกเหนือจากทั้ง 5  รายชื่อที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ก็ยังมีแฮร์รี เคน ดาวซัลโวจากฤดูกาลที่แล้ว กาเบรียล เฆซุส กองหน้าของแมนฯ ซิตี้ที่ย้ายมาเมื่อครึ่งฤดูกาลที่แล้ว และ 2 นักเตะใหม่อย่าง โมฮัมเม็ด ซาลา ปีกความเร็วสูงของทีมชาติอียิปต์ จากลิเวอร์พูล และกองหน้าป้ายแดง อย่างอเล็กซองแดร์ ลากาเซ็ตต์ ของอาร์เซนอล ซึ่งแต่ละคนยิงกันไปคนละ 4 ประตู หลังจากผ่านไป 6 นัด ซึ่งเป็นตัวเลขที่บ่งบอกถึงว่าทุกทีมที่ลุ้นแชมป์นั้นมีอาวุธหลักที่สามารถนำมาต่อกรกันอย่างสนุก ทำให้เราในฐานะคนดูไม่สามารถเดาได้เลยว่าสุดท้ายแล้ว ถ้วยรางวัลรองวัลรองเท้าทองคำนั้นจะไปอยู่ที่นักเตะคนใด เพราะแต่ละคนก็อยู่ในฟอร์มที่ดีกันทุกคนและไม่แน่ว่าสุดท้ายแล้วเจ้าของรางวัลดาวซัลโวสูงสุดของพรีเมียร์ลีกอังกฤษนั้นก็อาจจะไม่ใช่นักเตะที่กล่าวมาข้างต้นเลยก็ได้ เพราะยิ่งมีโปรแกรมการแข่งขันมากขึ้น นักเตะจากทีมใหญ่ที่ต้องลงทำการแข่งขันในหลายรายการก็ย่อมเกิดอาการล้านั่นอาจจะเป็นสาเหตุให้กองหน้าจากทีมกลางตารางหรือท้ายตารางทำผลงานแซงขึ้นมาก็ได้ ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่เราต้องติดตามกันต่อไป

 

 

แบบอย่างมืออาชีพ “เอล็กซิส ซานเชส ”

จากกระแสข่าวต่างๆนานาเกี่ยวกับการย้ายทีมของ อเล็กซิส ซานเชส ดาวยิงทีมชาติชิลี ของอาร์เซน่อล หลังจากเจ้าตัวแสดงความต้องการว่าอยากที่จะเล่นฟุตบอลถ้วยใบใหญ่ที่สุดของยุโรป หลังจากต้นสังกัดปัจจุบันทำผลงานได้เพียงอันดับ 5 ทำให้ได้สิทธิ์ลงทำการแข่งขันฟุตบอลถ้วยรองของทวีปเป็นครั้งแรกในรอบ 20 ปี อย่าง ยูฟ่ายูโรป้าลีก ทำให้มีข่าวลือว่าอเล็กซิส จะย้ายทีมหลังจากที่เสร็จสิ้นภารกิจรับใช้ทีมชาติชิลีในการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกโซนอเมริกาใต้ แต่แล้วดีลนั้นก็ไม่เกิดขึ้น อเล็กซิสยังคงเป็นนักเตะของอาร์เซน่อล หลังจากนั้นไม่กี่วันต่อมาอินตราแกรมส่วนตัวของซานเชส ได้มีการโพสต์ภาพ บรรยายเกี่ยวกับความสิ้นหวังของตัวเอง หลังจากเกมที่ต้นสังกัดโดนลิเวอร์พูลถล่ม โดยเกมดังกล่าวซานเชสได้ลงเป็นตัวสำรอง

หลังจากนั้นต่อมาอาร์เซน่อลทเพิ่งแพ้มาสองเกมติดต้องเปิดบ้านรับการมาเยือนของบอร์นมัธ ซึ่งเกมดังกล่าว อเล็กซิสได้ออกสตาร์ทเป็นเพียงตัวสำรอง และได้ลงช่วงท้ายเกม โดยเกมนั้น อาร์เซน่อลเป็นฝ่ายชนะ แต่ดูจากฟอร์มส่วนตัว อเล็กซิสยังคงมีอาการล้าจากทีมชาติและยังไม่เหมือนจอมถล่มประตูคนเดิมเมื่อฤดูกาลที่แล้วแต่หลังจากนั้น ในเกมยูโรป้านัดแรกกับโคโลญจ์ ซึ่งซานเชสได้โอกาสลงเป็นตัวจริงนัดแรก และดูมีชีวิตชีวามากขี้น โดยเกมดังกล่าวจบด้วยชัยชนะของไอ้ปืนใหญ่และซานเชสทำได้ 1 ประตู แม้ว่าซานเชสจะไม่ได้ย้ายทีมตามความต้องการของตัวเอง แต่ก็แสดงให้เห็นถึงความเป็นมืออาชีพ เพราะตัวเขายังเหลือสัญญากับทีมจนถึงสิ้นฤดูกาลนี้ แม้ว่านัดก่อนหน้านี้อาจจะดูไม่เต็มที่กับเกม อาจเป็นเพราะอาการล้าจากเกมทีมชาติ ถึงแม้จะมีข่าวที่มาจากการที่ เคลาดิโอ บราโว ให้สัมภาษณ์ว่า ซานเชส เสียใจมาก เมื่อดีลระหว่างเขากับ แมนฯ ซิตี้ ไม่เกิดขึ้น เนื่องจากอาร์เซน่อลไม่สามารถหานักเตะมาทดแทนได้ทันเวลา ทำให้ซานเชส ต้องโดนโห่ในเกมกับบอร์นมัธ แต่ก็ยังตั้งใจเล่นต่อไป กรณีของซานเชสจึงน่าจะเป็นตัวอย่างให้กับนักเตะคนอื่น ซึ่งแสดงถึงความเป็นมืออาชีพของนักเตะ และไม่ว่าอาร์เซน่อลจะต้องเสียซานเชสไปแบบฟรีค่าตัวหลังจากสิ้นฤดูกาลนี้ หรืออาจจะไปแบบมีค่าตัวในช่วงมกราคมนี้ก็ตาม ผมค่อนข้างมั่นใจว่าทุกเกมที่ลงทำการแข่งขัน ศูนย์หน้าเจ้าของตำแหน่งดาวยิงสูงสุดตลอดกาลของทีมชาติชิลี จะทำผลงานอย่างเต็มที่ทุกวินาทีที่อยู่ในสนาม และเมื่อถึงเวลาไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นเขาจะยังคงเป็นตำนานคนหนึ่งของสโมสรแห่งนี้ไม่ว่าจะอยู่กับสโมสรต่อ และย้ายออกไปก็ตาม

ดาวยิงนอกทวีป สูงสุดตลอดการของพรีเมียร์ลีกอังกฤษ

หลังจากย้ายจากแอตเลติโก มาดริด มา แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในปี 2011 เซอร์จิโอ กุน อเกวโร ก็สถาปนาตัวเองยอดดาวยิงของสโมสรทันที โดยเหตุการณ์ที่สำคัญที่สุดในชีวิตของ ดาวยิงทีมชาติอาน์เจนตินา คงเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจาก ประตูที่เขายิงใส่ ควีนส์ ปาร์ค เรนเจอร์ในช่วงวินาทีสุดท้ายของการทดเวลาบาดเจ็บ ทำให้ถ้วยแชมป์พรีเมียร์ ลีก อังกฤษในปีนั้นยังคงอยู่ในเมืองแมนเชสเตอร์ แต่ริบบิ้นที่ผูกกับโทรฟี่ใบนั้น ซึ่งว่ากันว่าเป็นสีแดงถูกเปลี่ยนเป็นสีฟ้าและมุ่งหน้าสู้สนาม เอติฮัด สเตเดียมในทันทีและหลังจากนั้น อเกวโรก็ยังคงเดินหน้าสร้างความมหัศจรรย์ต่อไปแม้ว่าช่วงหลังจะถูกอาการบาดเจ็บเล่นงานตลอด แต่เมื่อหายเจ็บกลับมา ดาวยิงวัย 29 ปี ก็ยังคงเป็นตัวเลือกแรกในแดนหน้าของสโมสรเสมอโดยตลอด 6 ปีกับพรีเมียร์ลีก กุนยังคงเดินหน้าทำประตูคู่แข่งอย่างต่อเนื่อง

จนมาถึงการแข่งขันนัดที่ 3 ของฤดูกาลนี้ กุน ก็จัดการทำลายสถิติเป็นดาวยิงตลอดกาลสัญชาตินอกยุโรป ของ ดไวท์ ยอร์ค หัวหอกชาวตรินิแดด แอนด์ โตเบโก ที่ทำไว้ 123 ประตู ได้สำเร็จ โดยนัดดังกล่าว กุนทำ 1 ประตู (ไบรจ์ตัน 0-2 แมนฯ ซิตี้) และหลังจากนั้นอีกสัปดาห์ถัดมา ในเกมกับ ลิเวอร์พูล กุนก็ขึ้นนำเดี่ยว เป็นดาวซัลโวนอกทวีปตลอดกาลของพรีเมียร์ลีก จากการยิงเพิ่ม อีก 1 ประตู (แมนฯ ซิตี้ 5-0 ลิเวอร์พูล) จากนั้นกุนก็ยังคงสร้างสถิติต่อไป โดยนัดล่าสุดที่ไปเยือนวัตฟอร์ด กุน ก็จัดการระเบิดแฮตทริกใส่ แตนอาละวาดคาบ้าน ซึ่งความเก่งของกุนใช่ว่าจะกับแค่สโมสร แต่ในนามทีมชาติ กุนยังทำสถิติเป็นดาวซัลโวตลอดกาลของทีมชาติในอันดับที่ 4 เท่ากับ พ่อตาของเขา ดิเอโก้ มาราโดน่า เป็นรองเพียงแค่ เฮอร์นาน เครสโป กาเบรียล บาร์ติสตูตาร์ และแน่นอน อันดับหนึ่งไม่ใช่ใครที่ไหน เจ้าของรางวัลบัลลังก์ดอร์ 5 สมัย ลิโอเนล เมสซี่  อเกวโรนั้นอาจจะอยู่ในช่วงอายุที่เลยจุดสูงสุดไปแล้วในวัยที่กำลังแตะเลขสาม แต่เราก็ได้เห็นตัวอย่างของนักเตะที่อายุเกินเลขสามแล้วยังสามารถทำประตูได้เป็นกอบเป็นกำ หรือการที่ทีมมีนักเตะวัยรุ่นที่ซื้อเข้ามาเพื่อสอดแทรกในตำแหน่งของกุน อย่าง กาเบรียล เฆซุส แต่เราก็ได้เห็นแล้วในนัดล่าสุดว่าทั้งสองสามมารถเล่นร่วมกันได้อย่างดี เพราะฉะนั้นมีความเป็นไปได้สูงว่าสถิติที่อเกวโรเป็นเจ้าของอยู่นั้น มีโอกาสเพิ่มขึ้นอีกมาก หากไม่บาดเจ็บหรือถูกขายทิ้งไปลีกอื่นเสียก่อน เรามาติดตามดูกันว่าในอนาคตจะมีใครก้าวขึ้นท้าชิงตำแหน่งนี้ของ เซอร์จิโอ อเกวโร หรือไม่?

โค้งสุดท้าย… โตโยต้าไทยพรีเมียร์ลีก

หลังจากจบทัวร์นาเมนท์ฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก โซนเอเชีย รอบ 12 ทีมสุดท้าย ซึ่งบทสรุปก็อาจจะเป็นไปตามที่หลายคนคาดการณ์ ทีมชาติไทยของเราก็ยังไม่สามารถผ่านเข้าไปเล่นฟุตบอลโลก รอบสุดท้ายได้เช่นทุกครั้ง และยังไม่สามารถคว้าชัยชนะได้เช่นกัน แต่ใช่ว่าเราจะไม่ได้อะไรเลยจากการแข่งขันครั้งนี้เมื่อดูจากผลการแข่งขันในแต่ละนัดนับตั้งแต่กุนซือป้ายแดง มิโลวาน ราเยวัช เข้ามารับตำแหน่ง ทีมชาติไทยสามารถเสมอ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดนอิรักเฉือนชนะ และนัดสุดท้ายที่เปิดบ้านแพ้อย่างหวุดหวิดต่อออสเตรเลีย ซึ่งถ้าหากเจาะสถิติในแต่ละเกมที่กล่าวมา ทีมชาติไทยสามารถต่อกรกับทีมยักษใหญ่ได้อย่างสนุก และอาจจะก้าวข้ามมาตรฐานของอาเซียนมาไกลมากแล้ว

ถึงแม้เราจะยังคงไม่ได้ไปบอลโลก แต่ก็เป็นสัญญาณที่ดีในการที่จะต่อยอดในครั้งต่อไป และเมื่อจบการแข่งขันระดับชาติ ฟุตบอลในประเทศอย่างโตโยต้าไทยพรีเมียร์ลีกก็กลับมาเริ่มทำการแข่งขันกันต่อ โดยโปรแกรมการแข่งขันที่เหลืออยู่ 9 นัด ก็พอที่จะคาดการณ์อะไรได้บ้างหลักจากผ่านนัดที่26 ทีมจ่าฝูงยังคงเป็น บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ที่สามารถเอาชนะเชียงราย ยูไนเต็ดทำให้มีเพิ่มเป็น 62 แต้ม นำเมืองทองที่ เอาชนะ ราชบุรี มิตรผล เอฟซี อยู่ 6 แต้ม และอันดับสามเป็น แบงค็อก ยูไนเต็ด ที่พลาดท่าแพ้ต่อพัทยา ยูไนเต็ด ทำให้ยังคงมี 53 แต้ม และอันดับสี่ เป็นเชียงราย ยูไนเต็ด เมื่อดูจากตารางการแข่งขันที่เหลือ ก็อาจจะกล่าวได้ว่า ทีมจอมทุ่มในฤดูกาลนี้อย่างเชียงรายน่าจะหมดลุ้นในถ้วยใบใหญ่ที่สุดของประเทศ แต่ฟุตบอลอะไรก็เกิดขึ้นได้กับอีก 8 นัดที่เหลือ ซึ่งทั้งหมดคือสถานการณ์ของทีมลุ้นแชมป์ และถ้าเรามองลงมาด้านล่างสุดของตารางคะแนน สำหรับคนที่ติดตามฟุตบอลไทยมาอย่างยาวนานก็อาจจะรู้สึกใจหายเหมือนผม หลังจากสิ้นเสียงนกหวีดของผู้ตัดสินที่สนามศรีนครลำดวน ผลการแข่งขันจบลงด้วยชัยชนะของศรีสะเกษเจ้าบ้าน 3-1 ส่งผลให้ฤดูกาลหน้าจะเป็นครั้งแรกในรอบ 20 ปีที่เราจะไม่ได้เห็นสโมสรระดับตำนานอย่าง โอสถสภา เอ็ม-150 ลงทำการแข่งขันบนลีกสูงสุดของประเทศ หลังจากทำผลงานได้ย่ำแย่จนกลายเป็นสถิติโลก (แพ้ติดต่อกันนานที่สุด) แม้ว่าจะเหลือการแข่งขันอีก 8 นัด โดยทีมที่ยังอยู่ในโซนอันตรายก็ยังมีอีกหลายที่ยังต้องลุ้นตั้งแต่ อันดับ8 ถึงอันดับ 17 ทุกทีมมีสิทธิ์ที่จะตกชั้น เมื่อคำนวณจากคะแนนและการแข่งขันที่เหลือ สุดท้ายนี้ผมเชื่อเหลือเกินว่าสำหรับคอบอลไทยไม่ควรจะพลาดแม้แต่นัดเดียวทั้งกลุ่มที่ลุ้นแชมป์และกลุ่มลุ้นรอดตกชั้นซึ่งอาจจะเป็นไปได้ว่านัดสุดท้ายในวันเสาร์ที่ 18 พฤศจิกายน เราอาจจะต้องลุ้นผลการแข่งขันทุกคู่ตั้งแต่นาทีที่1จนถึงทดเวลาบาดเจ็บอย่างใจจดใจ่อเพราะอะไรก็เกิดขึ้นได้ในโลกของ “ฟุตบอล”

5 สิ่งที่ควรหยุดพูดกับนักวิ่งได้แล้ว !!

หลายๆ คนคงจะคลั่งใคล้กับการวิ่ง ไม่ว่าจะเป็นการวิ่งระยะสั้น การวิ่งมาราธอน หรือการวิ่งเร็ว ซึ่งการวิ่งนี้ถือเป็นการออกกำลังกายและกีฬาที่เป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายไปทั่วโลกอีกชนิดหนึ่ง และมีผู้คนไม่น้อยที่มีความคิดเห็นที่แตกต่างกันออกไปต่อกีฬาชนิดนี้ แต่ก็มี 5 สิ่งที่ควรหยุดพูดกับนักวิ่ง เพราะอาจจะทำให้เกิดผลเสียต่อนักวิ่ง และตัวผู้พูดเอง เรามาดูกันดีกว่า ว่า 5 สิ่งที่ควรหยุดพูดกับนักวิ่งได้แล้ว !! มีอะไรบ้าง

.

.

1. วิ่งสิ!! วิ่ง !!

คำนี้ถือเป็นคำที่แย่ที่สุดสำหรับนักวิ่ง เพราะนอกจากจะเป็นการกดดันอย่างมาก เมื่อนักวิ่งได้ยินคำๆ นี้พูดอยู่ข้างขอบสนามแล้ว เค้ายังคิดว่าพวกเค้าก็กำลังวิ่งอยู่น่ะสิ คุณเห็นพวกเขากำลังทำอะไรอยู่ล่ะ!?

.

2. คุณชอบวิ่งไหม?

เป็นคำถามที่โง่มากๆ หากคุณถามนักวิ่งว่าพวกเขาชอบวิ่งหรือไม่ เพราะแน่นอนพวกเขาจะต้องชอบสิ ไม่เช่นนั้นแล้วพวกเขาจะมาวิ่งทำไม การถามคำถามนี้ถือเป็นคำถามที่ฆ่าตัวผู้ถามเองอย่างแท้จริง

.

3. การวิ่งไม่ใช่กีฬา

คำพูดนี้เป็นคำพูดที่เรียกได้ว่าดูถูกนักวิ่งเป็นอย่างยิ่ง หากคุณไม่เคยลงแข่งวิ่งมาราธอนระยะไกลแบบข้ามประเทศมาก่อน คุณไม่มีสิทธิที่จะพูดว่าการวิ่งไม่ใช่กีฬา และขอให้คุณตั้งสติให้ดีและเปิดใจให้กว้าง การวิ่งถือเป็นพื้นฐานหลักของกีฬาทุกชนิดและการวิ่งมาราธอนก็มีมาตั้งแต่สมัยยุคกรีกโบราณแล้ว

.

4. การวิ่งน่ะ ง่ายจะตาย

คุณอาจจะคิดว่าการวิ่งน่ะมันง่าย หากคุณไม่เคยวิ่งอย่างเป็นจริงเป็นจังมาก่อน การวิ่งอาจจะดูเหมือนง่าย แต่ในความเป็นจริงแล้วการวิ่งต้องผ่านการซ้อม การฝึกฝนอย่างหนัก อีกทั้งยังต้องมีระเบียบวินัยเป็นอย่างมาก

4 ข้อดีต่อสุขภาพที่จะเกิดขึ้นหากทำแพลงกิ้งในทุกๆ วัน

นาทีนี้ไม่มีใครไม่รู้จักการทำแพลงกิ้ง เพราะแพลงกิ้งถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมการออกกำลังกายที่ช่วยให้ร่างกายได้ออกแรง และช่วยกระชับสัดส่วนร่างกายให้ดูแน่นและดูแข็งแรงได้เป็นอย่างดี

.

.

แต่หลายๆ คนอาจจะยังไม่รู้ว่าประโยชน์ของการทำแพลงกิ้งนั้นมีอะไรบ้าง เรามาดูกันว่าการทำแพลงกิง จะให้อะไรกับร่างกายเราได้บ้าง

.

1. ช่วยให้กระดูกสันหลังแข็งแรง

การทำแพลงกิ้งจะทำให้คุณเกร็งกล้ามเนื้อช่วงหน้าท้องและแผ่นหลัง และการที่คุณเกร็งกล้ามเนื้อช่วงเอวและแผ่นหลังนั้น จะทำให้กระดูกสันหลังของคุณมีความแข็งแรง อีกทั้งยังช่วยยึดให้กระดูกสันหลังของคุณดูตรงอยู่เสมอ และนั่นทำให้คุณเดินได้หลังตรงมากยิ่งขึ้น และดูสง่ามากยิ่งขึ้น

.

2. ลดอาการบาดเจ็บที่บริเวณหลังและกระดูกสันหลัง

จากที่ได้กล่าวไปว่าการทำแพลงกิ้งนั้นช่วยให้กระดูกสันหลังมีความแข็งแรงมากยิ่งขึ้น จึงลดความเสี่ยงที่จะเกิดอาการบาดเจ็บที่บริเวณแผ่นหลังและกระดูกสันหลัง อีกทั้งการทำแพลงกิ้งที่ถูกต้อง ยังช่วลดอาการปวดหลังที่เกิดจากการนั่งนานๆ หรือจากสาเหตุอื่นๆ อีกด้วย

.

3. ช่วยให้คุณมีบุคลิกที่ดีมากยิ่งขึ้น

การทำแพลงกิ้งจะช่วยยืดกระดูกสันหลังให้ตรง ทำให้คุณมีบุคลิกภาพที่ดีมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นท่วงท่าการเดิน การนั่ง ซึ่งการที่มีกระดูกสันหลังที่ตั้งตรง จะช่วยทำให้คุณดูสง่ามากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะขยับด้วยท่วงท่าใดๆ

.

4. ช่วยทำให้ร่างกายมความยืดหยุ่น

การทำแพลงกิ้งจะช่วยให้แผ่นหลัง หน้าท้อง เอว และกระดูกสันหลังมีความยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น และจากผลการทำแพลงกิ้งนั้น จะช่วยทำให้ร่างกายของคุณมีความยืดหยุ่นและมีความแข็งแรง

.

ถือได้ว่าเป็นกิจกรรมการออกกำลังกายที่ง่าย สามารถทำได้ที่บ้าน ด้วยตัวเองในทุกๆ วัน และเป็นกิจกรรมที่ไม่จำเป็นต้องใช้พื้นที่เยอะๆ เลยล่ะ ใครที่สนใจเริ่มออกกำลังกาย เริ่มต้นจากการทำแพลงกิ้ง ถือว่าเป็นไอเดียที่ดีมากๆ เลยล่ะ

5 เหตุผลที่ควรสนับสนุนให้เล่นกีฬาตั้งแต่วัยเด็ก

กีฬา กีฬา เป็นยาวิเศษ!! ใครๆ ก็คงเคยได้ยินคำๆ นี้กันมาบ้างแล้ว และก็เป็นจริงอย่างที่เพลงเค้าว่าไว้ เพราะกีฬานอกจากจะช่วยให้ร่างกายแข็งแรงแล้ว ยังส่งผลดีทางด้านจิตใจด้วย ไม่ว่าจะเป็นการทำให้อารมณ์ดี ร่าเริงแจ่มใส อีกทั้งยังช่วยในเรื่องปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นๆ อีกด้วย

.

.

และนี่คือเหตุผลว่ากีฬา ถือเป็นยาที่วิเศษที่สุดที่คุณแทบจะไม่ต้องลงทุนอะไรใดๆ และการเล่นกีฬานั้น เราควรสนับสนุนให้เล่นกันตั้งแต่ยังเด็กๆ เพราะการเล่นกีฬาตั้งแต่ยังเล็กจะช่วยพัฒนาคนได้ในหลายๆ เรื่อง

.

1. กีฬาช่วยในเรื่องของการมองเห็นคุณค่าในตัวเอง

การเล่นกีฬา จะช่วยให้เด็กๆ มองเห็นคุณค่าในตัวเอง อีกทั้งเมื่อพวกเขาเล่นกีฬาได้ดีในสนาม จะยิ่งทำให้พวกเขาเกิดความภาคภูมิใจในตัวเอง และยังช่วยให้เขามั่นใจในตัวเองอีกด้วย

.

2. กีฬาช่วยพัฒนาด้านความเป็นผู้นำและและทีมเวิร์ค

กีฬาหลายๆ ประเภทมักจะต้องเล่นกันเป็นทีม ซึ่งการเล่นกีฬากันเป็นทีมนั้นจะช่วยให้เด็กๆ ได้ฝึกการมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น และช่วยให้เขาได้ฝึกการทำงานเป็นทีม และในบางครั้งเด็กเองจะต้องฝึกการเป็นผู้นำ เพื่อให้ทีมบรรลุเป้าหมาย

.

3. กีฬาช่วยลดความตึงเครียด

กีฬานอกจากจะช่วยให้ร่างกายแข็งแรงแล้ว ยังช่วยลดความกังวลและความตึงเครียดต่างๆ ได้เป็นอย่างดี เพราะขณะเล่นกีฬา ร่างกายจะหลั่งสารเอ็นโดฟิน ซึ่งเป็นสารแห่งความสุขออกมา ทำให้คลายความตึงเครียด

.

4. กีฬาช่วยให้มีร่างกายที่แข็งแรง

ข้อนี้ใครๆ ก็คงรู้กันดีอยู่แล้ว เพราะการเล่นกีฬานั้น จะช่วยให้เด็กๆ ได้ขยับร่างกาย เสียเหลื่อ จึงทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรง ปอดและหัวใจแข็งแรง

.

5. การเล่นกีฬาเป็นสิ่งที่สนุก

การเล่นกีฬาเป็นอะไรที่สนุกสนาน เพราะเด็กๆ ได้เล่นกับเพื่อน ได้เพลิดเพลินไปกับกิจกรรม และหัวเราะและมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น ซึ่งนอกจากจะพัฒนาด้านสังคมแล้ว ยังได้รับความสนุกสนานอีกด้วย

วัยรุ่นยุคใหม่ ใส่ใจเล่นกีฬา ใช้เวลาว่างเป็นประโยชน์

วัยรุ่น คือ วัยที่มีการเปลี่ยนแปลงทั้งทางร่างกายและจิตใจ อารมณ์และสังคม เป็นช่วงต่อจากความเป็นเด็กและผู้ใหญ่ คือเด็กที่มีอายุระหว่าง 12-22 ปี หากกระบวนการเปลี่ยนแปลงไปอย่างเหมาะสม พวกเขาก็จะสามารถเป็นอนาคตของชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ การทำให้วัยรุ่นหันมาสนใจเล่นกีฬาและออกกำลังกายจึงเป็นกิจกรรมหนึ่งที่สำคัญเพราะ การเล่นกีฬาจะทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรง ร่างกายกระฉับกระเฉง ผ่อนคลายความเครียดทางจิตใจ และการเล่นกีฬายังเป็นการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ รู้จักการเข้าสังคม Continue reading “วัยรุ่นยุคใหม่ ใส่ใจเล่นกีฬา ใช้เวลาว่างเป็นประโยชน์”